สถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ 27 กุมภาพันธ์-5 มีนาคม 2566

 

ข้าว

1.สรุปภาวะการผลิต การตลาด และราคาในประเทศ
1.1 มาตรการสินค้าข้าว
1) โครงการสำคัญภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2565/66 ดังนี้
1.1) ด้านการผลิต
(1) การจัดการปัจจัยการผลิต ได้แก่ โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และมาตรการควบคุม
ค่าเช่าที่นา
(2) การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ได้แก่ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน (ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์) และการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าวยั่งยืน
(3) การควบคุมปริมาณการผลิตข้าว ได้แก่ โครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเสริมสร้างรายได้แก่เกษตรกร โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2566 โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ผ่านระบบสหกรณ์ แผนการถ่ายทอดความรู้การผลิตพืชหลังนาและการใช้น้ำในการผลิตพืชอย่างมีประสิทธิภาพ และแผนการผลิตพันธุ์พืชและปัจจัยการผลิต
(4) การพัฒนาชาวนา ได้แก่ โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)
(5) การวิจัยและพัฒนา ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าพื้นนุ่มและพื้นแข็ง การปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอมไทย การปรับปรุงพันธุ์ข้าวโภชนาการสูง และการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเหนียว
(6) การประกันภัยพืชผล ได้แก่ โครงการประกันภัยข้าวนาปี
(7) การส่งเสริมการสร้างยุ้งฉางให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรทั่วประเทศ (รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3)
1.2) ด้านการตลาด
(1) การพัฒนาตลาดสินค้าข้าว ได้แก่ โครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร และโครงการรณรงค์บริโภคข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
(2) การชะลอผลผลิตออกสู่ตลาด ได้แก่ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก
(3) การจัดหาและเชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ ได้แก่ โครงการกระชับความสัมพันธ์และรณรงค์สร้างการรับรู้ในศักยภาพข้าวไทยเพื่อขยายตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ และโครงการปกป้องและแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้า
(4) การส่งเสริมภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าว และนวัตกรรมข้าว ได้แก่ โครงการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทย โครงการส่งเสริมตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวอินทรีย์ไทย และโครงการเสริมสร้างศักยภาพสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยเพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์
2) มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เห็นชอบในหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว พร้อมมาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2564/65 ดังนี้
2.1) โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2565/66 รอบที่ 1 โดยกำหนดชนิดข้าว ราคา และปริมาณประกันรายได้ (ณ ราคาความชื้นไม่เกิน 15%) ดังนี้ (1) ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน (2) ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกันตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน (3) ข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกันตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน (4) ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาประกันตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และ (5) ข้าวเปลือกเหนียว ราคาประกันตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน
2.2) มาตรการคู่ขนานโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ประกอบด้วย
3 โครงการ ได้แก่
(1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2565/66 โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในเขตพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อชะลอข้าวเปลือกไว้ในยุ้งฉางของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เป้าหมายจำนวน 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก วงเงินสินเชื่อต่อตัน จำแนกเป็น ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 11,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 9,500 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 5,400 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 7,300 บาท และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ตันละ 8,600 บาท รวมทั้งเกษตรกรที่เก็บข้าวเปลือกในยุ้งฉางตนเอง จะได้รับค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าวเปลือกในอัตราตันละ 1,500 บาท สำหรับสถาบันเกษตรกรที่รับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับในอัตราตันละ 1,000 บาท และเกษตรกรผู้ขายข้าวเปลือก ได้รับในอัตราตันละ 500 บาท
(2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2565/66โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกจำหน่าย และ/หรือเพื่อการแปรรูป วงเงินสินเชื่อเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท
คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 4 ต่อปี โดยสถาบันเกษตรกรรับภาระดอกเบี้ย ร้อยละ 1 ต่อปี รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยให้สถาบันเกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี
(3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2565/66 ผู้ประกอบการค้าข้าวรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อเก็บสต็อก เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก โดยสามารถรับซื้อจากเกษตรกร
ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 - 31 มีนาคม 2566 (ภาคใต้ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน 2566) และเก็บสต็อกในรูปข้าวเปลือกและข้าวสาร ระยะเวลาการเก็บสต็อกอย่างน้อย 60 - 180 วัน (2 - 6 เดือน) นับแต่วันที่รับซื้อ โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ย
ในอัตราร้อยละ 3
2.3) โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66
ธ.ก.ส. ดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ลดต้นทุนการผลิต ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 20,000 บาท
1.2 ราคา
1) ราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้งประเทศ
ข้าวเปลือกเจ้านาปีหอมมะลิ สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 13,352 บาท ราคาลดลงจากตันละ 13,379 บาท
ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.20
ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 9,955 บาท ราคาสูงขึ้นจากตันละ 9,763 บาท
ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 1.96
2) ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 1 (ใหม่) สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 30,050 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
ข้าวขาว 5% (ใหม่) สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 14,870 บาท ราคาสูงขึ้นจากตันละ 14,750 บาท ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.81
3) ราคาส่งออกเอฟโอบี
ข้าวหอมมะลิไทย 100% (ใหม่) สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 822 ดอลลาร์สหรัฐฯ (28,544 บาท/ตัน) ราคาลดลง
จากตันละ 829 ดอลลาร์สหรัฐฯ (28,471 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.84 และลดลงในรูปเงินบาทตันละ 73 บาท
ข้าวขาว 5% สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 470 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16,321 บาท/ตัน) ราคาลดลงจากตันละ 474 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16,279 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.84 และลดลงในรูปเงินบาทตันละ 42 บาท
ข้าวนึ่ง 5% สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 478 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16,599 บาท/ตัน) ราคาสูงขึ้นจากตันละ 477 ดอลลาร์สหรัฐฯ (16,382 บาท/ตัน) ในสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.21 แต่สูงขึ้นในรูปเงินบาทตันละ 217 บาท
หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยนสัปดาห์นี้ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ 34.7249 บาท
2. สถานการณ์ข้าวของประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคที่สำคัญ
เวียดนาม
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาวะราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางภาวะความต้องการข้าวจากต่างประเทศที่ยังคงมีต่อเนื่อง เพราะหลายประเทศต่างเร่งจัดหาข้าวเพื่อเก็บสต็อกไว้ ซึ่งรวมถึงประเทศจีน และอินโดนีเซีย โดยราคาข้าวขาว 5% อยู่ที่ 457 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นจากระดับ 455-460 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในสัปดาห์ก่อนหน้า
วงการค้าระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของเดือนกุมภาพันธ์ 2566 การส่งออกข้าวไปยังประเทศในแอฟริกาและ มาเลเซียลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่การส่งออกไปยังฟิลิปปินส์และจีนเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา
จากการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมข้าวของเวียดนามเพื่อทบทวนเกี่ยวกับการส่งออกข้าวในปี 2565 และวางแผนการส่งออกในปี 2566 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (the Ministry of Industry and Trade) ได้คาดการณ์ว่าในปี 2566 เวียดนามจะส่งออกได้ประมาณ 6.5 - 7 ล้านตันข้าวสาร เนื่องจากในปีนี้มีสัญญาณที่ดีต่อการส่งออกข้าวของเวียดนาม เช่น ความต้องการนําเข้าข้าวของประเทศผู้นําเข้าที่สำคัญยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับหลายประเทศเร่งนําเข้าข้าวเพื่อเก็บสต็อกสํารองไว้ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่ ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกบางรายมีมาตรการจํากัดการส่งออกข้าว
เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหารภายในประเทศ ประกอบกับราคาข้าวของเวียดนามยังอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้
ทั้งนี้ สมาคมอาหารเวียดนาม (the Vietnam Food Association) ระบุว่า การส่งออกข้าวยังมีแนวโน้มที่จะเติบโต ขณะที่ราคาส่งออกข้าวของเวียดนามยังคงอยู่ในระดับดี โดยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 ราคาข้าวขาว 5% อยู่ที่ระดับ 463 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประมาณร้อยละ 16.3 โดยอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับราคาข้าวของไทย แต่สูงกว่าราคาข้าวของอินเดียและปากีสถาน ประมาณ 20-30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน
จากข้อมูลของกรมการผลิตพืช (the Department of Crop Production) คาดว่าในปี 2566 ในเขตที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมแม่น้ำโขงจะมีผลผลิตข้าวเปลือกประมาณ 24 ล้านตัน (ประมาณ 12 ล้านตันข้าวสาร) ซึ่งหลังจากหักลบปริมาณความต้องการบริโภคในประเทศแล้ว เวียดนามจะมีข้าวที่สามารถส่งออกได้ประมาณ 6.5 - 7 ล้านตัน
ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการส่งออกในปีนี้ ผู้ส่งออกควรส่งเสริมการส่งเสริมการค้าในตลาดดั้งเดิม ตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อิรัก และประเทศที่เวียดนามมีข้อตกลงทางการค้า รวมทั้งต้องมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย
อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมอาหารเวียดนาม ระบุว่า แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกหลายด้าน แต่ผู้ส่งออกยังคงต้องเผชิญกับความยากลําบาก เช่น การขาดแคลนผลผลิตข้าวบางชนิด อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เขายังให้ความเห็นว่า ธนาคารแห่งเวียดนาม (The State Bank of Vietnam) ควรจัดสรรมาตรการให้กู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับการส่งออกข้าว และกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ารวมทั้งกระทรวงและหน่วยงานอื่นๆ ต้องร่วมกันผลักดันในประเด็นดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ กระทรวงการค้าฯ จําเป็นที่จะต้องทำงานร่วมกับทางการจีนเพื่อเพิ่มจำนวนบริษัทที่ได้รับอนุญาต
ให้ส่งออกข้าวไปยังจีน ซึ่งปัจจุบันมีเพียง 22 บริษัทเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาต
สำนักข่าว Viet Nam News รายงานโดยอ้างข้อมูลตามรายงานของบริษัทหลักทรัพย์ Vietcombank Securities Company (VCBS) ว่า การที่ต้นทุนการผลิตข้าวลดลง เนื่องจากยุโรปมีการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย และการจัดหาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจส่งออกข้าว
รายงานระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมาภาวะราคาข้าวในตลาดโลกเป็นช่วงขาขึ้นเนื่องจากมาตรการห้ามส่งออกข้าวของรัฐบาลอินเดีย การเกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรงในปากีสถาน และสภาพอากาศที่เลวร้ายในจีนและฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวในประเทศเหล่านี้ลดลง ในขณะที่สินค้าคงคลังในฟิลิปปินส์ลดน้อยลง ประกอบกับคาดว่าผลผลิตข้าวจะลดลงเนื่องจากภัยแล้งที่ยืดเยื้อในจีนและอินเดีย ดังนั้นจึงคาดว่าจะส่งผลให้มีการนําเข้าเพิ่มขึ้นในปี 2566 นี้
ขณะเดียวกัน การที่เกิดฝนตกหนักในเวียดนามเมื่อปีที่ผ่านมา และสภาพอากาศที่ค่อยๆ กลับสู่ภาวะปกติ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 จึงคาดว่าผลผลิตข้าวของเวียดนามในปีนี้จะอยู่ในระดับทรงตัว ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่เวียดนามจะได้ประโยชน์จากภาวะราคาข้าวที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากภาวะอุปทานในตลาดที่จํากัด ขณะที่อินเดียยังคงมีมาตรการจํากัดการส่งออกข้าว โดยคาดว่าต้นทุนการผลิตจะลดลงในปี 2566 เนื่องจากยุโรปผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร และการส่งออกปุ๋ยของรัสเซียจะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะทำให้อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกเพิ่มขึ้น
ที่มา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
 
กัมพูชา
สำนักข่าว The Phnom Penh Post รายงานว่า กัมพูชาจะผลักดันให้มีการเพิ่มการส่งออกข้าวไปยังตลาดยุโรปให้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็จะปรับปรุงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหภาพยุโรปด้วย
นาย Pan Sorasak รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (Minister of Commerce) ได้นําเสนอแผนต่อผู้ส่งออกในการประชุมภาครัฐ-เอกชน ภายใต้เวทีเสวนาภาครัฐร่วมเอกชน Government-Private Sector Forum (G-PSF) ที่จัดขึ้นที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมภาคธุรกิจข้าว โดยรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของบทบาทของภาคเอกชนในการค้นหาและแบ่งปันแนวทางปฏิบัติเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของกัมพูชา รวมทั้งให้พวกเขาตั้งหลักในตลาดต่างประเทศได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสินค้าข้าวในตลาดสหภาพยุโรป
ทางด้านสหพันธ์ข้าวกัมพูชา (the Cambodia Rice Federation; CRF) ซึ่งเป็นองค์กรด้านอุตสาหกรรมข้าวระดับแนวหน้าของประเทศ มีหน้าที่ดูแลด้านการผลิต ปริมาณ และราคาของข้าวสาร ตลอดจนประเมินกลไกการดําเนินงาน
ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อการพัฒนาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด โดยรัฐมนตรีได้แนะนําให้สหพันธ์ข้าวกัมพูชา และภาคเอกชน เพิ่มความร่วมมือกับสหภาพยุโรปและพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงธุรกิจการค้าข้าว และเสนอให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการตลาด ข้อกําหนดในการส่งออก และประสบการณ์ที่สำคัญ
นาย Sok Puthyvuth ประธานกิตติมศักดิ์สหพันธ์ข้าวกัมพูชา และประธานร่วมของคณะทำงานร่วมภาคเอกชน (Private Sector Working Group I (PSWG-I)) ด้านข้าว ภายใต้ G-PSF ได้กล่าวถึงศักยภาพของการขายข้าวในต่างประเทศว่า สหพันธ์ข้าวกัมพูชา และสหภาพยุโรป ได้พัฒนาความร่วมมือที่ค่อนข้างลึกซึ้งผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการให้ความร่วมมือในทุกด้านเพื่อส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับภาคธุรกิจข้าวของกัมพูชา และภาวะตลาดที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป
ขณะที่ นาย Song Saran ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Amru Rice (Cambodia) Co.,Ltd. กล่าวว่า การส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรปเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่มีการลดภาษีนําเข้าลง โดยที่สหภาพยุโรปเป็นตลาดที่สำคัญมากสำหรับข้าวกัมพูชา เพราะทำให้มีการผลิตข้าวหอมและข้าวอินทรีย์มากขึ้น โดยเน้นที่ตลาดยุโรป และการได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีนําเข้าที่เป็นศูนย์ ยังช่วยให้ราคาข้าวหอมกัมพูชาอยู่ในระดับตํ่ากว่าคู่แข่งอื่นๆ
ที่มา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย
 
อินเดีย
ภาวะราคาข้าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับสูงขึ้นท่ามกลางภาวะความต้องการข้าวจากต่างประเทศที่ยังคงมีมาก โดยราคาข้าวนึ่ง 5% อยู่ที่ระดับ 397 - 404 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นจากระดับ 395 - 402 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ผู้ซื้อต่างเร่งซื้อข้าวแม้ว่าราคาข้าวจะปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงต้นปี แต่ราคาข้าวในขณะนี้ของอินเดียยังคงถูกกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ
สำนักข่าว REUTERS รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวของรัฐบาลเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า อินเดียยังไม่มีแผนที่
จะยกเลิกมาตรการห้ามส่งออกข้าวหัก และการเก็บภาษีร้อยละ 20 สำหรับการส่งออกข้าวขาวใปต่างประเทศ เนื่องจาก อินเดียกําลังพยายามที่จะควบคุมภาวะราคาในประเทศ
ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายน 2565 รัฐบาลอินเดียได้ออกมาตรการห้ามส่งออกข้าวหักและเรียกเก็บภาษีร้อยละ 20 สำหรับการส่งออกข้าวขาวเกรดอื่นๆ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตข้าวที่จะลดลง เนื่องจากปริมาณ น้ำฝนในช่วงฤดูมรสุมที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรัฐที่เป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญ ซึ่งมาตรการควบคุมการส่งออกข้าวดังกล่าว เท่ากับเป็นการบังคับให้ผู้ซื้อโดยเฉพาะในแถบเอเชียและแอฟริกา ต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับการซื้อข้าวจากอินเดีย
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลซึ่งไม่เปิดเผยชื่อระบุว่า ภายหลังจากมีมาตรการดังกล่าว การส่งออกข้าวของอินเดียไม่ได้ชะลอตัวลงแม้จะมีภาษีส่งออกร้อยละ 20 จึงเป็นเหตุผลที่น่าเชื่อว่ายังไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องยกเลิกมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ ในปี 2565 ที่ผ่านมา การส่งออกข้าวของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่ 22.26 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งมากกว่าการส่งออกรวมกันของผู้ส่งออกรายใหญ่ 4 ราย รองจากอินเดีย ได้แก่ ไทย เวียดนาม ปากีสถาน และสหรัฐอเมริกา โดยอินเดียยังไม่สามารถจะกลับมาส่งออกข้าวหักได้ ขณะที่ประเทศจีนหรือ ประเทศอื่นๆ ยังคงมีความต้องการใช้ข้าวหักเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลหรืออาหารสัตว์ เพราะอินเดีย
ยังจำเป็นต้องใช้ข้าวหักสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศด้วย โดยในปี 2564 ประเทศจีนเป็นผู้ซื้อข้าวหักรายใหญ่ที่สุด ของอินเดีย โดยซื้อไปประมาณ 1.1 ล้านตัน
นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว การที่รัฐบาลอินเดียจะขยายมาตรการควบคุมการส่งออกข้าวออกไปอีก เนื่องจาก
มีความวิตกกังวลว่าในปี 2566 อาจจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (the El Nino) ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาในช่วงฤดูมรสุม ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่ต้องการที่จะเสี่ยงในเรื่องดังกล่าว แม้ว่าอินเดียจะมีสต็อกข้าวเพียงพอ แต่สต็อกข้าวสาลียังคงมีปริมาณจํากัด ซึ่งหากเกิดกรณีฉุกเฉินอินเดียสามารถนําสต็อกข้าวออกมาใช้แทนข้าวสาลีได้
สำนักข่าว the Financial Express รายงานโดยอ้างข้อมูลกระทรวงกิจการผู้บริโภคอาหาร & การเผยแพร่สาธารณะ (the Ministry of Consumer Affairs, Food & Public Distribution) ว่า ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 รัฐบาลอินเดีย
ได้จัดหาข้าวเปลือกในฤดูการตลาด Kharif 2022/23 (KMS) (1 ตุลาคม 2565 - 30 กันยายน 2566) ได้แล้วประมาณ 70.2 ล้านตัน (ประมาณ 47 ล้านตันข้าวสาร) เพิ่มขึ้นจากจำนวนประมาณ 68.29 ล้านตันข้าวเปลือก ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ปีการตลาด 2564/65) โดยมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ประมาณ 9.6 ล้านราย ซึ่งรัฐบาลได้จ่ายเงินให้เกษตรกรแล้วประมาณ 1,458,450 ล้านรูปี (ประมาณ 17.6 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ)
รัฐบาลตั้งเป้าหมายจัดหาข้าวเปลือกประมาณ 76.543 ล้านตัน ในฤดูการตลาด Kharif 2022/23 ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า
ที่จัดหาได้ประมาณ 74.9 ล้านตัน และเมื่อเทียบเป็นข้าวสารเป้าหมายจะเท่ากับประมาณ 51.3 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้นจากเป้าหมาย 50.9 ล้านตัน ในฤดูการตลาด Kharif 2021/22 โดยได้มีการคาดการณ์ว่า หน่วยงานต่างๆ มีแนวโน้มที่จะจัดหาข้าวเปลือกได้ประมาณ 77.1 ล้านตัน (ประมาณ 51.8 ล้านตันข้าวสาร) ในฤดูการตลาด Kharif 2022/23
ซึ่งการจัดหาข้าวเปลือกดำเนินการโดยองค์การอาหารแห่งชาติ (Food Corporation of India (FCI)) ของ รัฐบาลกลางและหน่วยงานของแต่ละรัฐ โดยข้าวเปลือกจะมีการจัดหาภายใต้ระบบราคาสนับสนุนขั้นต่ำ (the minimum support price; MSP) โดยตรงจากเกษตรกร (เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565) และนําไปใช้เพื่อตอบสนองความต้องการภายใต้โครงการสวัสดิการต่างๆของรัฐบาล
โดยนับจนถึงปัจจุบันนี้ องค์การอาหารแห่งชาติ (FCI) มีข้าวสารในสต็อกประมาณ 20 ล้านตัน และอีก ประมาณ 27.66 ตัน ที่จะรับมาจากโรงสีข้าว ซึ่งมากกว่าความต้องการขั้นต่ำ (the buffer stock) ที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ประมาณ 13.58 ตัน (ณ วันที่ 1 เมษายน 2566) โดยองค์การอาหารแห่งชาติมีความต้องการใช้ข้าวประมาณ 40 ตันต่อปี เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนผู้รับผลประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านอาหารแห่งชาติ (the National Food Security Act; NFSA) ซึ่งองค์การอาหารแห่งชาติจะจัดหาข้าวเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์มากกว่า 800 ล้านคน ภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านอาหารแห่งชาติ และโครงการสวัสดิการอื่นๆ และข้าวที่จัดหาจากรัฐที่มีธัญพืชส่วนเกินยังใช้สำหรับการเก็บรักษาสต็อกขั้นต่ำ (buffer stock) ไว้กับองค์การอาหารแห่งชาติ ด้วย
สำหรับการจัดหาข้าวเปลือกจากฤดูการผลิต rabi crop ของปี 2566 จะได้ข้อสรุปจากที่ประชุมเลขาธิการด้านอาหารที่กําลังจะมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2566 ซึ่งหากรวมการจัดหาข้าวเปลือกจากฤดูการผลิต rabi crop ด้วย รัฐบาลคาดว่าในปี 2565/66 จะมีการจัดหาข้าวเปลือกจากทั้ง 2 ฤดูการผลิตรวมประมาณ 90 ล้านตัน
ทั้งนี้ หลังจากองค์การอาหารแห่งชาติ (FCI) และหน่วยงานของรัฐได้จัดหาข้าวเปลือกจากเกษตรกรแล้ว ข้าวเปลือกนั้นจะถูกส่งต่อไปยังโรงสีเพื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร โดยอัตราส่วนการแปรสภาพจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร กำหนดไว้ที่ร้อยละ 67 โดยในฤดูกาลปี 2563/64 รัฐบาลสามารถจัดหาข้าวได้ 60.2 ตันข้าวสาร ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ ปี 2564/65 การจัดหาข้าวลดลงเล็กน้อยที่ 59.2 ตันข้าวสาร
อินเดียจะมีผลผลิตข้าวเปลือก 2 ฤดู ทั้งในฤดู kharif (ฤดูร้อน) และ rabi (ฤดูหนาว) ซึ่งประมาณร้อยละ 80 ของผลผลิตข้าวเปลือกทั้งหมดของประเทศจะมาจากฤดู kharif
ทางด้านสถานการณ์ข้าวสาลีนั้น สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมาราคาข้าวสาลีในอินเดีย
ได้ปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลอินเดียจึงระบุว่าจะจัดสรรข้าวสาลีออกสู่ตลาดเพิ่มอีก 2 ล้านตัน เพื่อทำให้ราคาสินค้าในตลาดลดลง
โดยในเดือนที่ผ่านมา การจัดสรรข้าวสาลีที่มากกว่า 3 ล้านตัน อาจช่วยทําให้ราคาจําหน่ายในตลาดลดลง
จากที่ก่อนหน้านี้ราคาแพงกว่าราคาที่รัฐบาลกําหนดไว้ที่ 21,250 รูปี (ประมาณ 256.77 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน) และทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือนมกราคมสูงขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศปล่อยสต็อกข้าวสาลีในตลาดเสรีเมื่อเดือนที่แล้ว ราคาข้าวสาลีก็ปรับราคาขึ้นเกือบหนึ่งในสี่
ทั้งนี้ แม้ว่าความต้องการของต่างชาติจะประสงค์ให้อินเดียส่งออกข้าวสาลีเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภาวะ
ขาดแคลนอาหารทั่วโลก แต่อินเดียซึ่งเป็นผู้บริโภคข้าวสาลีรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ได้สั่งห้ามการส่งออกข้าวสาลี
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2565
ขณะที่บริษัทการค้าระดับโลกระบุว่า รัฐบาลอินเดียจึงพยายามลดราคาข้าวสาลีให้ต่ำลง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า
จะสามารถซื้อข้าวสาลีจากเกษตรกรได้ในปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากราคาในตลาดเสรีสูงกว่าราคาซื้อของรัฐบาล เกษตรกรจะไม่ขายให้กับรัฐบาล โดยในปีที่ผ่านมา การจัดหาข้าวสาลีของรัฐลดลงประมาณร้อยละ 53 มาอยู่ที่ 18.8 ล้านตัน เนื่องจากราคาในตลาดเสรีเพิ่มขึ้นสูงกว่าอัตราที่รัฐบาลซื้อจากเกษตรกรในประเทศ
ขณะที่ผู้ค้าข้าวรายหนึ่งให้ความเห็นว่า รัฐทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ปลูกข้าวสาลีกําลังเผชิญกับภาวะอุณหภูมิ
ที่สูงขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตข้าวสาลีลดลงเหมือนปีที่ผ่านมา ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย (IMD) ระบุว่า ในช่วงนี้บางรัฐอาจจะมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 39 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าปกติถึง 9 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ อินเดียจะปลูกข้าวสาลีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะปลูกในช่วงเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน และเก็บเกี่ยวได้ในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
ที่มา สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย

 


ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

1. สรุปภาวะการผลิต การตลาด และราคาในประเทศ
ราคาข้าวโพดในประเทศช่วงสัปดาห์นี้ มีดังนี้

ราคาข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้ความชื้นไม่เกิน 14.5% สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 11.54 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 11.71 บาท ของสัปดาห์ก่อนร้อยละ 1.45 และราคาข้าวโพดที่เกษตรกรขายได้
ความชื้นเกิน 14.5% สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.99 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 9.00 บาท ของสัปดาห์ก่อนร้อยละ 0.00
ราคาข้าวโพดขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ ที่โรงงานอาหารสัตว์รับซื้อ สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 13.12 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 13.51 บาท ของสัปดาห์ก่อนร้อยละ 2.89 ส่วนราคาขายส่งไซโลรับซื้อสัปดาห์นี้ไม่มีรายงานราคา
ราคาส่งออก เอฟ.โอ.บี. สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 382.00 ดอลลาร์สหรัฐ (13,279 บาท/ตัน)  ลดลงจากตันละ 398.00 ดอลลาร์สหรัฐ (13,662 บาท/ตัน) ของสัปดาห์ก่อนร้อยละ 4.02 และลดลงในรูปของเงินบาทตันละ 383.00 บาท
ราคาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดชิคาโกเดือนมีนาคม 2566 ข้าวโพดเมล็ดเหลืองอเมริกัน ชั้น 2 สัปดาห์นี้เฉลี่ยบุชเชลละ 639.00 เซนต์ (8,840 บาท/ตัน) ลดลงจากบุชเชล 666.00 เซนต์ (9,115 บาท/ตัน) ของสัปดาห์ก่อนร้อยละ 4.05 แต่สูงขึ้นในรูปของเงินบาทตันละ 275.00 บาท


 


มันสำปะหลัง

สรุปภาวะการผลิต การตลาด และราคาภายในประเทศ
การผลิต
ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2566 (เริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 – กันยายน 2566) คาดว่ามีพื้นที่เก็บเกี่ยว 9.734 ล้านไร่ ผลผลิต 33.358 ล้านตัน และผลผลิตต่อไร่ 3.427 ตัน เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 9.921 ล้านไร่
ผลผลิต 34.068 ล้านตัน และผลผลิตต่อไร่ 3.434 ตัน พบว่า พื้นที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ ลดลงร้อยละ 1.88 ร้อยละ 2.08 และร้อยละ 0.20 ตามลำดับ โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2566 คาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 6.46 ล้านตัน
(ร้อยละ 19.36 ของผลผลิตทั้งหมด)
ทั้งนี้ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2566 จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2566 ปริมาณ 19.43 ล้านตัน (รอยละ 58.24 ของผลผลิตทั้งหมด)
การตลาด
เป็นช่วงต้นฤดูการผลิต แต่เกษตรกรทยอยขุดหัวมัน และมันเน่าในหลายพื้นที่ทำให้หัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติ สำหรับลานมันเส้นและโรงงานแป้งมันสำปะหลังเปิดดำเนินการตามปกติ
ราคาที่เกษตรกรขายได้ทั้งประเทศประจำสัปดาห์ สรุปได้ดังนี้
ราคาหัวมันสำปะหลังสด สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.91 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน
ราคามันเส้นสัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 7.49 บาท ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 7.34 บาท ในสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 2.04
ราคาขายส่งในประเทศ
ราคาขายส่งมันเส้น (ส่งมอบ ณ คลังสินค้าเขต จ.ชลบุรี และ จ.อยุธยา) สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ8.35 บาท ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 8.33 บาท ในสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 0.24
ราคาขายส่งแป้งมันสำปะหลังชั้นพิเศษ (ส่งมอบ ณ คลังสินค้าเขต กรุงเทพและปริมณฑล) สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 17.13 บาท ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 17.10 บาท ในสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 0.18
ราคาส่งออก เอฟ.โอ.บี
ราคาส่งออกมันเส้น สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 275 ดอลลาร์สหรัฐฯ (9,620 บาทต่อตัน) ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ก่อน (9,500 บาทต่อตัน)
ราคาส่งออกแป้งมันสำปะหลัง สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 515 ดอลลาร์สหรัฐฯ (18,020 บาทต่อตัน)  ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดห์ก่อน (17,780 บาทต่อตัน)


 


ปาล์มน้ำมัน
 
1. สรุปภาวะการผลิต การตลาด และราคาภายในประเทศ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดว่าปี 2566 ผลผลิตปาล์มน้ำมันเดือนกุมภาพันธ์จะมีประมาณ 1.142 ล้านตัน คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 0.206 ล้านตัน สูงขึ้นจากผลผลิตปาล์มทะลาย 0.854 ล้านตัน
คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 0.154 ล้านตันของเดือนมกราคม 2566 คิดเป็นร้อยละ 33.72 และร้อยละ 33.77 ตามลำดับ
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
ราคาผลปาล์มทะลาย สัปดาห์นี้เฉลี่ย กก.ละ 5.51 บาท สูงขึ้นจาก กก.ละ 5.33 บาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา ร้อยละ 3.38  
ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ราคาน้ำมันปาล์มดิบ สัปดาห์นี้เฉลี่ย กก.ละ 32.75 บาท สูงขึ้นจาก กก.ละ 31.75 บาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา ร้อยละ 3.15  
2. ภาวะการผลิต การตลาด และราคาในตลาดต่างประเทศ
สถานการณ์ในต่างประเทศ
ราคาในตลาดต่างประเทศ
ตลาดมาเลเซีย ราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันปาล์มดิบสัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 4,195.89 ริงกิตมาเลเซีย (33.25 บาท/กก.) สูงขึ้นจากตัน 4,131.11 ริงกิตมาเลเซีย (32.68 บาท/กก.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 1.57   
ตลาดรอตเตอร์ดัม ราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันปาล์มดิบสัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 988.00 ดอลลาร์สหรัฐฯ (34.72 บาท/กก.) ลดลงจากตันละ 990.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ (34.43 บาท/กก.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 0.25
หมายเหตุ  :  ราคาในตลาดต่างประเทศเฉลี่ย 5 วัน

 


อ้อยและน้ำตาล
  1. สรุปภาวะการผลิต  การตลาดและราคาในประเทศ
          ไม่มีรายงาน
  1. สรุปภาวะการผลิต การตลาดและราคาในต่างประเทศ
           -  โฆษกของ Balrampur Chini Mills รายงานว่า รัฐบาลของประเทศอินเดียอาจจะมีการอนุญาตให้ส่งออกน้ำตาลเพิ่มอีก 1 ล้านตันในปี 2565/2566 หากผลิตน้ำตาลได้เกิน 34 ล้านตัน
           - สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เขตกว่างซีของประเทศจีนหีบอ้อยได้ 28.644 ล้านตัน ณ วันที่ 31 มกราคม 2566 ลดลง 1.85 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปีก่อน และผลิตน้ำตาลได้ 3.575 ล้านตัน ลดลง 70,900 ตัน เมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยราคาซื้อขายส่งมอบ ณ วันที่ 1 มีนาคม 2566 ในเขตกว่างซีอยู่ที่ 5,880-5,920 หยวน/ตัน (851 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน)




 

 
ถั่วเหลือง

1. ภาวะการผลิต การตลาด และราคาภายในประเทศ
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
ราคาถั่วเหลืองชนิดคละสัปดาห์นี้กิโลกรัมละ 27.25 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 25.75 บาท ในสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 5.83
ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ราคาขายส่งถั่วเหลืองสกัดน้ำมันสัปดาห์นี้ ไม่มีรายงานราคา
2. ภาวะการผลิต การตลาด และราคาในตลาดต่างประเทศ
ราคาในตลาดต่างประเท (ตลาดชิคาโก)
ราคาซื้อขายล่วงหน้าเมล็ดถั่วเหลือง สัปดาห์นี้เฉลี่ยบุชเชลละ 1,511.15 เซนต์ (19.51 บาท/กก.) ลดลงจากบุชเชลละ 1,537.80 เซนต์ (19.64 บาท/กก.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 1.73
ราคาซื้อขายล่วงหน้ากากถั่วเหลือง สัปดาห์นี้เฉลี่ยตันละ 491.35 ดอลลาร์สหรัฐฯ (17.27 บาท/กก.) ลดลงจากตันละ 495.13 ดอลลาร์สหรัฐฯ (17.21 บาท/กก.) ในสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 0.76
ราคาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันถั่วเหลืองสัปดาห์นี้เฉลี่ยปอนด์ละ 60.57 เซนต์ (46.91 บาท/กก.) ลดลงจากปอนด์ละ 62.19 เซนต์ (47.64 บาท/กก.)  ในสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 2.60


 

 
ยางพารา
 
 

 
ถั่วเขียว

 

 
ถั่วลิสง

 

 
ฝ้าย

 

 
ไหม

ราคาเส้นไหมพื้นเมืองเกรด 1 สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,880 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 1,881 บาท คิดเป็นร้อยละ 0.05 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาเส้นไหมพื้นเมืองเกรด 2 สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 1,383 บาท สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 1,393 บาทคิดเป็นร้อยละ 0.72 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาเส้นไหมพื้นเมืองเกรด 3 สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 942 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 958 บาท   คิดเป็นร้อยละ 1.67 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา


 

 
ปศุสัตว์
 
สุกร
สถานการณ์การผลิต การค้า และราคาในประเทศ
  
ภาวะตลาดสุกรสัปดาห์นี้ ราคาสุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ลดลง เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากผลผลิตเนื้อสุกรที่ออกสู่ตลาดมีมากกว่าความต้องการของผู้บริโภค แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาจะทรงตัวหรือสูงขึ้นเล็กน้อย 
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
สุกรมีชีวิตพันธุ์ผสมน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ กิโลกรัมละ  88.69 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 92.22 คิดเป็นร้อยละ 3.83 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ กิโลกรัมละ 97.30 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กิโลกรัมละ 97.78 บาท ภาคกลาง กิโลกรัมละ 84.93 บาท และภาคใต้ กิโลกรัมละ 80.84 บาท ส่วนราคาลูกสุกรตามประกาศของบริษัท ซี.พี. ในสัปดาห์นี้  ตัวละ 2,300 บาท ลดลงจากตัวละ 2,500 บาท คิดเป็นร้อยละ 8.00 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 
ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ราคาขายส่งสุกรมีชีวิต ณ แหล่งผลิตภาคกลาง จากกรมการค้าภายใน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 81.00 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 82.50 บาท คิดเป็นร้อยละ 1.82 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ไก่เนื้อ
สถานการณ์การผลิต การค้า และราคาในประเทศ
 
สัปดาห์นี้ราคาไก่เนื้อมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ลดลงเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคสอดรับกับผลผลิตที่ออกสู่ตลาด แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาจะทรงตัวหรือสูงขึ้นเล็กน้อย 
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
ราคาไก่เนื้อที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ กิโลกรัมละ 44.68 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 44.79 บาทคิดเป็นร้อยละ 0.25 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ กิโลกรัมละ 42.00 บาท ภาคกลาง กิโลกรัมละ 45.07 บาท ภาคใต้ กิโลกรัมละ 44.03 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่มีรายงาน ส่วนราคาลูกไก่เนื้อตามประกาศของบริษัท ซี.พี ในสัปดาห์นี้ ตัวละ 11.50 บาท ลดลงจากตัวละ 13.50 บาท คิดเป็นร้อยละ 14.81 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 
ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ราคาขายส่งไก่มีชีวิตหน้าโรงฆ่า จากกรมการค้าภายใน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 39.50 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา และราคาขายส่งไก่สดทั้งตัวรวมเครื่องใน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 55.50 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไข่ไก่
สถานการณ์การผลิต การค้า และราคาในประเทศ
   
สถานการณ์ตลาดไข่ไก่สัปดาห์นี้ ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้สูงขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคสอดรับกับผลผลิตไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาด แนวโน้มสัปดาห์หน้าคาดว่าราคาจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ                                                                                                                 
ราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยทั้งประเทศร้อยฟองละ 331 บาท สูงขึ้นจากร้อยฟองละ 330 บาท คิดเป็นร้อยละ 0.30 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ ร้อยฟองละ 344 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยฟองละ 338 บาท  ภาคกลางร้อยฟองละ 325 บาท และภาคใต้ไม่มีรายงาน ส่วนราคาลูกไก่ไข่ตามประกาศของบริษัท ซี.พี. ในสัปดาห์นี้ ตัวละ 28.00 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา  
ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ราคาขายส่งไข่ไก่ (เฉลี่ยเบอร์ 0-4) ในตลาดกรุงเทพฯจากกรมการค้าภายใน เฉลี่ยร้อยฟองละ 3.52 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา 

ไข่เป็ด
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ

ราคาไข่เป็ดที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยทั้งประเทศร้อยฟองละ 391 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ ร้อยฟองละ 415 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยฟองละ 398 บาท  ภาคกลางร้อยฟองละ 365 บาท และภาคใต้ร้อยฟองละ 414 บาท
ราคาขายส่งในตลาดกรุงเทพฯ
ราคาขายส่งไข่เป็ดคละ ณ แหล่งผลิตภาคกลาง จากกรมการค้าภายใน เฉลี่ยร้อยฟองละ 4.35 บาท ทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โคเนื้อ
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ
   
ราคาโคพันธุ์ลูกผสม (ขนาดกลาง) ที่เกษตรกรขายได้ เฉลี่ยทั้งประเทศกิโลกรัมละ 96.91 บาท  ลดลงจากกิโลกรัมละ 97.10 บาท คิดเป็นร้อยละ 0.19 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ กิโลกรัมละ 100.44 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กิโลกรัมละ 96.93 บาท ภาคกลาง กิโลกรัมละ 85.83 บาท และภาคใต้ กิโลกรัมละ 108.64 บาท

กระบือ
ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศ

ราคากระบือ (ขนาดกลาง) ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งประเทศกิโลกรัมละ 80.87 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 81.18 บาท คิดเป็นร้อยละ 0.39 ของสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ กิโลกรัมละ 96.33 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กิโลกรัมละ 77.88 บาท  ภาคกลางและภาคใต้ไม่มีรายงาน 

 

 
 

 
ประมง
 
สถานการณ์การผลิต การตลาดและราคาในประเทศ
1. การผลิต
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 5 มีนาคม 2566) ไม่มีรายงานปริมาณจากองค์การสะพานปลากรุงเทพฯ
2. การตลาด
ความเคลื่อนไหวของราคาสัตว์น้ำที่สำคัญประจำสัปดาห์นี้มีดังนี้
2.1 ปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 3 - 4 ตัว/กก.)
ราคาที่ชาวประมงขายได้สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 58.79 บาทราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดมีความต้องการบริโภคคงที่     
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ สัปดาห์นี้เฉลี่ยไม่มีรายงาน
2.2 ปลาช่อน (ขนาดกลาง)
ราคาที่ชาวประมงขายได้สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 76.99 บาท ราคาลดลงจากกิโลกรัมละ 77.65 บาท ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 0.66 บาท เนื่องจากตลาดมีความต้องการบริโภคลดลง
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ สัปดาห์นี้เฉลี่ยไม่มีรายงาน
2.3 กุ้งกุลาดำ
ราคาที่ชาวประมงขายได้ขนาด 60 ตัวต่อกิโลกรัมและราคา ณ ตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาครขนาดกลาง (60 ตัว/กก.) ไม่มีรายงานราคา
2.4 กุ้งขาวแวนนาไม
ราคาที่ชาวประมงขายได้สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 149.92 บาท ราคาลดลงจากกิโลกรัมละ 158.75 บาท ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 8.83 บาท เนื่องจากมีความต้องการบริโภคลดลง
สำหรับราคา ณ ตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาครขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 152.50 บาท ราคาลดลงจากกิโลกรัมละ 157.50 บาท ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 8.83 บาท เนื่องจากปริมาณออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น
2.5 ปลาทู (ขนาดกลาง)
ราคาที่ชาวประมงขายได้สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 72.81 ราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 70.67 บาท ของสัปดาห์ที่ผ่านมา 2.14 บาท เนื่องจากตลาดมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ สัปดาห์นี้เฉลี่ยไม่มีรายงาน
2.6 ปลาหมึกกระดอง (ขนาดกลาง)
ราคาที่ชาวประมงขายได้สัปดาห์นี้ไม่มีรายงานราคา
สำหรับราคาประมูลจำหน่ายที่สะพานปลากรุงเทพฯ สัปดาห์นี้เฉลี่ยไม่มีรายงาน
2.7 ปลาเป็ดและปลาป่น
ราคาปลาเป็ดที่ชาวประมงขายได้สัปดาห์นี้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.87 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับราคาปลาป่นขายส่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ปลาป่นชนิดโปรตีน 60% ขึ้นไป ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 41.00 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา และปลาป่นชนิดโปรตีนต่ำกว่า 60% ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 38.00 บาท ราคาทรงตัวเท่ากับสัปดาห์ที่ผ่านมา